สวรรค์หามีตาไม่

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

วันนี้ดูข่าว ๓ ข่าว – ครูรังแกเด็ก จับโจรทุบรถ ขโมยเพชร ๖๐ ล้าน แล้วทำให้รู้สึกว่าสวรรค์มีตา…

เมื่อทำชั่ว แล้วไม่มีใครเห็น ตัวเองก็ไม่เห็นในความชั่วของตัวนั้น เพราะขาดสติ เพราะจิตสำนึกชั่วๆ หรือเพราะมัวหลงในกิเลส

เมื่อคำให้การจากปากพยานอาจไม่เพียงพอกับเม็ดเงินเวียนวนใต้โต๊ะในชั้นศาล

เมื่อสิ่งที่ตาเราเห็น แล้วเก็บอยู่ในหน่วยความจำในสมอง ไม่มีเครื่องแปลงสัญญาณความทรงจำ ออกมาเปนภาพถ่ายทอดให้คนอื่นเห็นเหมือนที่เราเห็นได้

เมื่อความชั่วรั่วออกมากินพื้นที่ความดีในใจคน

เมื่อมนุษย์ขนาดหิริโอตัปปะ ไม่ละลายและเกรงกลัวต่อบาปได้ด้วยตัวเอง

เมื่อนั้น…ใครสักคนบนฟ้า เลยดลใจให้มนุษย์ ประดิษฐ์ คิดค้น พัฒนาความสะดวกในการบันทึกสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ไว้เพียงปลายนิ้วสัมผัส.. กล้องจากมือถือ ที่บันทึกได้ทั้งภาพนิ่ง ทั้งภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งกล้องวงจรปิด จึงเปนเหมือนตาวิเศษที่บันทึกพฤติกรรมทำไม่ดีของสิ่งที่ชีวิตที่ได้ชื่อว่าสัตว์ประเสริฐ(ที่ไม่ประเสริฐจริง) …บันทึกไว้ให้เปนหลักฐานของการกระทำชั่ว

แต่ถ้าคนเราจะกลัวการทำผิดเพราะเกรงจะมีตาวิเศษที่ไหนมาเห็น กล้องอะไร ของใคร ที่ไหน มาบันทึก ขอให้มนุษย์มีมนุษยธรรม เหมือนดั่งมีสวรรค์อยู่ในใจ ให้ละอายและเกรงกลัวต่อบาปได้ ด้วยจิตใจใฝ่ดีของตัวเอง…แทนด้วยเถิด

เพราะแท้จริงแล้ว สวรรค์หามีตาไม่

แต่ใจเราเองนี่แหล่ะเปนยิ่งกว่าตาของตัวเราเอง

Dear my itchy feet, with love

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

มีมากมายกว่าหลายคนเคยทัก

ว่าเท้าเราน่าเกลียดมาก

มากเกินกว่าสมควรจะเปนเท้าผู้หญิง

 

เห็นด้วยอย่างยิ่งยวดกับความบอกเล่าหลายกล่าวนั้นๆ

เพราะมันไม่สวยซะจริงจริง

 

แม้จะขี้ริ้ว ขี้เหร่ไปบ้าง ไม่มาก..ก็มากอยู่ดี :P

แต่เราก็รักสองเท้าของเรามาก

และอยากจะขอบคุณที่พาเราเดินทางไปตามที่ต่างๆ ดั่งใจต้องการ

 

หลายครั้ง…ที่เราปล่อยให้เปนหน้าที่การตัดสินใจของสองเท้า

ว่าจะสลับข้างย่างก้าวพาเราไปในทิศทางใด

ตรอก ซอก ซอย ไหน

วกซ้าย วนขวา อย่างไร

ขณะนั้นๆ สมองเราเหมือนไม่ได้ทำงาน

ปล่อยเปนหน้าที่การตัดสินใจของเท้า

(ถ้าเท้ามีใจจริง และจริงใจในการพาใจเราเดินไป)

 

เหมือนหลายครั้ง…ที่เราพยายามไม่ใช่สมอง

ในการคิดตัดสินใจอะไรยากๆ

ก็บอกอยู่แล้วว่า ’ตัดสินใจ’

ก็ใช้ ‘ใจ’ ตัดสินสิ…จริงมั้ย

 

(ว่าจะเขียนถึง ‘เท้า’ ไหงวกมาเรื่อง ‘ใจ’ ได้หล่ะเนี่ย)

 

ส่งท้าย : เราว่าเท้าก็มีใจ เลยเปิดอัลบั้มนี้  http://neemosapien.multiply.com/photos/album/89# เปนที่ระลึกให้สองเท้าขี้เหร่ของเรามีรูปหล่อๆ สวยๆ ห่ามๆ ยามเดินทางเหมือนกับ ’เค้า’ บ้าง (ซึ่งโดยมาก ‘เค้า’ จะเปน  ‘ หน้า / แก้ม / สองตา / ข้างหู ’ ) สองเท้าได้ไม่เกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจ แม้จะเปนอวัยวะที่อยู่ต่ำสุดของร่างกายเราก็ตามที

(ขอบคุณ : เท้าทั้งสองของเรา ที่ทำให้เดินทางชีวิตมาถึงวันนี้ ด้วยรัก)

ปล่อยปลิว ( …ไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ (๒.๑) )

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เวลาสามทุ่มหย่อน ณ ป้ายรถเมย์เอกมัย

รถเมย์สาย ๔๐ มาพร้อมๆ กัน ๒ คัน

คันแรกสีเหลืองล้ำ แอร์ฉ่ำ แบบปรับอากาศ

คันติดกันเปนรถเปิดอากาศ ขาว-น้ำเงิน

 

… ลังเล แต่ไม่รีรอ ที่จะขึ้นคันหลัง

เพราะมันถูก…

ถูกจริตกว่า

 

ในโมงยามที่เหมือนมีอะไรให้ต้องคิดตัดสินใจ

คิดวกไปวนมาจนเริ่มมึนกบาล

กระแสความคิดฟุ้งซ่านเหมือนอยู่ในอ่างน้ำวน

หนึ่งในวิธีการบำบัดน้ำเสียในอ่างน้ำวนคือ…ปล่อยปลิว

 

ปล่อยให้ความคิดมันปลิวๆ ไปบ้าง

จังหวะรถแล่นฉิ่ว ลมวิ่งมาตีหน้า

มันสบายหัวใจยังไงบอกไม่ถูก

 

เรื่องที่ต้องคิดด้วยเหตุผล ค้นหาคำตอบในสมองเท่าไร ก็ใช่ว่าจะเจอ

ชั่วขณะปล่อยปลิวอย่างสบายใจ

…หัวใจอาจให้คำตอบกับเราได้

แผลเปนที่ไม่ตาย

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | 1 ความเห็น

 

เราชอบแผลเปน

มันมี ’เรื่องราว’ ดี

…และ ไม่ดี

 

บางเรื่องราวในอดีต ใช่ว่ากาลเวลาจะมาลบล้างมันออกไปจากสมองได้ทั้งหมด เหมือนเอายางลบมาลบรอยดินสอ เอาลิควิดเปเปอร์มาป้ายรอยปากกา อย่างดี..เวลาก็ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดได้แค่ทำให้มันลางเลือนไป

 

แต่กลับบางเรื่อง มันอาจตกหล่นไปจากเซลล์สมองส่วนไหนไม่รู้ เหมือนถูกหลุมดำในอวกาศดูดหายลับไป

 

อาจดูเกินจริง แต่เราจำเรื่องราวที่มาที่ไป ต้นเหตุปัจจัยแห่งแผลเปนบนร่างกายขนาดพื้นที่ผิวรวมกันได้ไม่กี่ตารางคืบ ตารางศอก ได้มากกว่าที่เราคิด

 

นิ้วเท้านาง ข้างขวา… เหตุเกิดที่สระว่ายน้ำ ณ วิลล่านาวิน บังกะโลริมทะเลพัทยา กระเบื้องในสระว่ายน้ำเปนเหตุ ทำให้เด็กหญิงวัย ๙ ขวบสละเลือดผสมน้ำคลอรีนในสระ ทุกวันนี้จะเจอและทักทายเจ้าแผลนี่ได้ยามตัดเล็บเท้า

 

รอยบาก ๑ เซนติเมตรที่หัวเข่าด้านซ้าย สถานที่เกิดเหตุห่างจากจุดเกิดเหตุแรกไม่ถึง ๑๐๐ เมตร  (แต่น่าจะปีก่อนหน้าเรื่องข้างบน) ชิงช้าแกว่งไกวอีท่าไหนไม่รู้ ทำเอาตัวหล่นตุบมาเจอหินเจาะเข่าเข้าให้ ต้องวิ่งแจ้นกลับไปบังกะโล พร้อมได้ยาแดงมาย้อมแผล ทั้งที่อยากได้น้ำแดงมาย้อมใจ

 

ด้วยความประมาทในชีวิตไม่คิดว่าน้ำต้มมาม่าลวกข้อมือนิดเดียว จะทำให้เกิดแผลผุผองเปนหนอง ผิวหนังอักเสบเปนหนอง คิดไม่ทันที่จะใช้เยนเตร๊กซ์  (เจ้าของเดียวกับโทนาฟ (มีเสียงฟ้าร้อง และ มีรูปฟ้าผ่า))  แผลไม่ได้รับการรักษาอยู่หลายวัน ในที่สุดต้องเอาผ้ากอซมาพันข้อมือซ้าย คล้ายคนทำร้ายตัวเอง  และมันก็ได้ทิ้งล่องรอยน้อยๆ ไว้ร้อยเรื่องราวเปิ่นๆ ของเหตุการณ์น้ำต้มมาม่าลวกมือในค่ำคืนอันหิวโหยของเด็กมหา’ลัยคนหนึ่ง

 

ถ้าทำการสำรวจร่างกายตัวเองต่อไปเรื่อยๆ คงร่ายเรื่องแผลเปนได้อีกหลาย

ก่อนที่จะคนเขียนจะเบื่อเขียน และคนอ่านจะเบื่ออ่าน

ขอไปที่แผลเปนสุดท้ายที่อยากเล่าถึง

 

ถ้าในหนังเรื่อง ‘มหา’ลัยเหมืองแร่’ คุณอาจินต์ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการถูกถังขยะที่เปนชิ้นงานแรกๆ ที่ได้รับมอบหมาย บาดลึก แผลเปนนี้ของเรามีพิกัดใกล้เคียงกันกับคุณอาจินต์ และแม่ละเอียด ในหนังเรื่องนี้ และมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ และย้ำเตือนความทรงจำห่ามๆ ของการเดินทางแต่เพียงลำพังครั้งแรกของเรา ทุกครั้งที่เหลือบมอง และสัมผัสความนูนต่ำของมัน

แผลเปนบนร่างกายบางทีมันก็ไม่เท่าไร 

แล้วแผลเปนในใจหล่ะ…

 

กับเรื่องราวความรักในครั้งวันวานไม่มีความหวานให้เหลือลิ้ม ถ้าความทรงจำมีสี ก็คงมีสีจางลง จางลง เหมือนที่ปาล์มมี่ร้องไว้

จาง…ใช่ว่าจากหาย

ลบเลือน…ใช่ว่าลบล้าง

เพราะมันยังคงทิ้งคราบใครคนนั้นให้เปนแผลในใจ ไม่ว่าเวลาผ่านไปสักนานเท่าใด ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่มีทางหายลับไป

 

เคยคิดอยากมียางลบวิเศษมาลบความทรงจำบางส่วนออกไปจากหน้ากระดาษสมอง  แต่เรื่องราวมันคงถูกเขียนแบบกดดินสอหนักไปหน่อย แม้เอายางลบชั้นดีมาลบลบลบลบลบลบลบลบ…. รอยดินสอคงหายไป แต่รอยกดยังคงอยู่ และ อยู่ดี

 

เคยอยากสมัครเปนลูกค้า Lacuna Inc.ในหนัง Eternal sunshine of the spotless mind ขอใช้บริการลบความทรงจำแบบสั่งฆ่าตัดตอนได้  แต่หนังก็บอกเราในท้ายที่สุด ว่ามันไม่ใช่ทางออกของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

 

ความทรงจำดีดีไม่ได้แสนดีเสมอไป

ความทรงจำไม่ดีไม่ได้เลวร้ายเสมอไป

และแผลเปนก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เช่นกัน

 

เราว่า…เรารู้แล้วหล่ะ (เพิ่งคิดได้ระหว่างเขียนอยู่นี่เลย) ว่าทำไมแผลเปน มันถึงชื่อว่า แผลเปน

 

เพราะแม้ ‘แผลเปน’ มันตายไปแล้ว

…แต่ความทรงจำมันยัง ‘เปน’ อยู่ และ คือ..อะไรบางอย่างที่มีความหมายในใจเสมอ

ไม่ว่ามันจะดี หรือ ร้าย ก็ตาม

( “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ” ขอบคุณใครสักคน หรือหลายคน ที่เคยว่าประโยคอมตะนี้ไว้ให้ใจจดจำ และบอกต่อ)

ขาออก

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

 

“เรียนท่านผู้โดยสารขาออกทุกท่านโปรดทราบ ขณะนี้พาหนะโดยสารของท่าน ได้พร้อมนำท่านออกเดินทางแล้ว …”

คงไม่ใช่ทุกคน ที่จะมีใครมาค่อยเตือนกำหนดการขาออกของการเดินทางแห่งชีวิตล่วงหน้าให้ได้รู้ทัน

 

“คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกตายได้” หลายคนว่าไว้

แต่เอาเข้าจริง หลายคนก็เลือกตายไม่ได้ เราว่าอย่างนั้น

 

บางคนเลือกกำหนดการเดินทางขาออกนั้นเอง ไม่ว่าโดยวิธีใด กินยา กระโดดตึกสูง กระโดดน้ำ เหนี่ยวไกปืน… อาจเกิดอาการเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย แต่ก็อาจจะสายเกินไปไม่ทันกาล

บางครั้งกำหนดการขาออกเปนแบบกะทันหัน ฉับพลัน…นำชีวิตหนึ่งเดินทางออกจากหลายชีวิตอันเปนที่รัก ไปอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว

ไม่ว่าจะอย่างไร…ร่างไร้ลมหายใจที่เหลือไว้ ก่อร่างสร้างความทรงจำสุดท้ายให้ผู้ที่ยังเหลืออยู่ ก่อนจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีกตราบเท่านาน

ดวงตาที่แดงกร่ำ น้ำตาหลายสิบหยด เสียงสะอื้น และคำกล่าวลาที่ถูกเอื้อนเอ่ยอย่างเงียบเชียบในใจของลูกหลานญาติมิตร

 

เวลาของคนตายในโลกใบนี้ หมดลงแล้ว

เวลาของคนเปน ยังคงเดินต่อไป เหมือนเข็มนาฬิกาแห่งกาลที่ไม่ต้องพึ่งถ่านอัลคาไลน์ใดใด

…จนกว่าจะถึงกำหนดการขาออกของชีวิตต่อไป

 “เรียนท่านผู้โดยสารขาออกทุกท่านโปรดทราบ ขณะนี้พาหนะโดยสารของท่าน ได้พร้อมนำท่านออกเดินทางแล้ว …”

 

(ขอบคุณ ภาพยนตร์เรื่อง ‘Departures’  ที่บันดาลใจให้ถ่ายทอดถอดความคิดออกมาเปนตัวหนังสือ)

สุขสันต์ในทุกๆ วันแห่งความจริง

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

‘สู้โลกร้อนด้วยวิถีไทย’

…วลีที่เปนหัวข้อของการเดินทางในวันนั้นวนเวียนไปมาอยู่ในหัวนานถึงวันนี้…วันที่สมควรจะได้เริ่มเคลื่อนไหวกระทำอะไรสักอย่างกับการเปนส่วนหนึ่งของโครงการสุดสร้างสรรค์ที่สรรค์สร้างโดยคนรักโลกอย่างพี่ก้อง ทรงกลด ร่วมรังสรรค์โดยอาจารย์ในอุดมคติที่มีตัวตนจริง – อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์

เปนที่คาดเดาได้ว่า เพื่อนพี่น้องที่ร่วมการเดินทางนามว่า ’ไม้-เมือง-ร้อน’ ในวันร้อนๆ วันนั้น คงเก็บเกี่ยวเรื่องราวดีดีที่ ได้คิด และ คิดได้ จากการเดินทางไปกับเรื่องราวที่ อาจารย์ยงยุทธเล่า แล้วเอามาถ่ายทอดบอกต่อกันมากมายหลายขนาน ตามความตั้งใจแสนดีอย่างสุดซึ้งของผู้จัด

กลับมาดูที่ตัวเรา…
ความที่บันทึกในสมอง และ ความที่บันทึกในสมุดจด ดูกระจัดกระจายคล้ายจะเปนลายแทงที่เลือนลางไปตามกาลแล้ว…ซะงั้น

คิดไปคิดมา เลยคิดว่า ไม่เขียนอะไรดีกว่า แค่เผยและแพร่ภาพระหว่างการเดินทางที่บันทึกผ่านตา มาบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางในวันนั้นก็น่าจะพอ

คิดมาคิดไป เลยคิดใหม่ว่า ไม่เขียนอะไรเลยจะดีเหร๊อออออ :P

ความคิดที่ชอบลอยๆ อยู่ในหัว จึงถูกเอามาเรียบเรียงละเลงผ่านแป้มพิมพ์
ออกมาเปน ‘ความลอย’ (ที่คล้ายๆ ‘ความเรียง’) แบบนี้แทน
แม้มันจะไม่ได้ เกี่ยว กันตรงๆ กับหัวข้อของการเดินทางในวันนั้น
แต่หวังว่ามันจะ ข้อง กันอ้อมๆ ไปได้บ้าง…
และต่อไปนี้คือ เรื่องจริงที่ไม่เหนือเกินจะเชื่อ

(-๕)

๑ เมษายน
วันนี้คุณโกหกใครแล้วหรือยัง

หากคำโกหกมีประโยชน์ มีคุณค่าสารอาหารทางโภชนาการต่อร่างกายเหมือนการกินนม
ผู้คนคงได้ปั้นน้ำเปนตุเปนตะเปนตัวกันทุกวี่วัน

แต่เมื่อการโกหกไม่ได้มีคุณูปการอะไรอย่างนั้น
ไม่ได้สมควรต้องโกหกกันทุกวัน เหมือนโครงการรณรงค์ให้ดื่มนมเพื่อสุขภาพ
จู่ๆ วันหนึ่งก็มีใครบางคนบนโลกใบนี้ อยากให้มีวันปล่อยผีโกหกให้มาทำตลก เดินเผ่นพ่านผ่านวจีถึงกัน โดยไม่ถือสาหาความมาเคืองกัน…และกัน

(-๔)

วันที่ที่ปรากฏในปฏิทินวันนี้ คือ ๑ เมษายน ๒๕๕๒
วันที่ที่ปฏิทินจีนนามว่าน่ำเฮี้ยงที่แปะอยู่ข้างฝาบ้าน ไม่ได้ถูกพิมพ์เปนวันสำคัญใดๆ
วันที่ที่ไม่แน่ใจว่าปฏิทินฝรั่งรุ่นไหน ประเทศใด จะมีระบุความสำคัญของวันนี้หรือไม่ หรือว่าอย่างไร
วันที่ที่ในหนังสือเรียนภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งในชั้นมัธยมต้นให้ความรู้ใหม่ (ในตอนนั้น) ว่า วันนี้ฝรั่งเขาให้นามว่า
‘April Fool’s Day’

วันที่อนุญาตให้คนโกหกกันทั้งเพ

(-๓)

‘สัจจัง เว อมตา วาจา – ความจริงเปนสิ่งไม่ตาย’
เขาว่า ว่านี่เปนคำสอนที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าว่าไว้

ไอ้ที่ ”เขาว่า…” และ “ว่าไว้” หน่ะ
จริง – ไม่จริง
…อย่างไร
ไม่รู้

จริง – ลวง
ถ้าลวง…แล้วดี ควรเชื่อมั้ย
ถ้าลวง…แล้วเปนสิ่งมีประโยชน์ จะบาปมั้ย
ถ้าจริง …แต่เปนโทษทางจิต จะทำอย่างไร
แล้วกุศโลบาย (กุศล บวก อุบาย) เปนกุศลจริงหรือไม่
คำถาม คำถาม และคำถาม…
ที่บางทีอาจไม่ต้องการคำตอบ

(-๒)

ในการเดินทางไม้-เมือง-ร้อน ฉันไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวมากมายที่ฉันได้รับการบอกกล่าวเล่าขานจากชายสูงวัยคราวแม่ฉันท่านนั้น เชื่อได้
หรือไม่
แค่ไหน
ฉันรู้แค่ว่าคุณูปการนั้นมันอนันต์นัก
มันมากว่าการบอกกล่าวให้รับรู้ ผ่านเข้ารูหูให้สนุก
แต่ชายท่านนี้ทำให้พวกเรา.. ได้คิด และ คิดได้

สารพัดสารพันธุ์ (และมีสาระเปนพัน) เรื่องราวที่ได้สดับรับฟังทุกครั้งที่ออกเดินทางไปกับชายท่านนี้ ไม่ว่าจะเปน วิถีไทย วิถีชุมชน นาเกลือ กังหัน ชะคราม ตลาดน้ำ ขนม ขนบ ธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ วัดวาอารามหลังคา ดอกไม้ ประตู ( ไม่มีเรื่องแจกัน ^_^) เสา ขอม พระอินทร์ ต้นไม้ มะนาว มะขาม มะม่วง มะดัน ปัญญา ตำรา ความสนุก ความสุข น้ำตาลสด น้ำตาลปิ๊บ น้ำตาลปึก น้ำตาลก้อน ลิง มะพร้าว อาหาร การกิน ศาสนา พระศาสดา หินยาน มหายาน บาป บุญ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ น้ำขึ้น น้ำลง เดือนคว่ำ เดือนหงาย โลก ความศิวิไลซ์ จักรวาล แมลงสาป ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไฟฟ้า ประปา น้ำมัน ถ่านหิน ลม กระแสลม และอื่นๆ อีกมากมาย

รวมไปถึงคำถามที่ดูยากๆ

ปกติแล้วฉันไม่ใช่คนช่างคิด
ช่างตั้งคำถามกับปัญหาที่ดูยากๆ ใช้ปัญญาเยอะๆ ในการหาคำตอบให้กับความคิดและชีวิต

คนเราเกิดมาทำไม
เราอยู่ไปเพื่ออะไร (หรือเพื่อใคร)
ตายแล้วไปไหน
โลกหน้ามีจริงมั้ย
นรกสวรรค์อยู่ที่ใด
มีใครอื่นอีกมั้ยจักรวาลนอกโลกกลมส้มแป้นนี้…
คำถามเหล่านี้ บางครั้งมันดูไกลเกินกว่าเรื่องรอบตัวในชีวิตประจำวัน เดือน ปี…ที่ฉันคิด

หลังจากการเดินทางครั้งนี้…ถึงฉันก็ยังคิดคงหาคำตอบให้คำถามเหล่านี้ไม่ได้
แต่อย่างน้อยฉันก็ได้คิด

(-๑)

April Fool’s Day – เหมือนจะไม่มีความสำคัญอะไรกับฉัน
ความจริงเปนสิ่งไม่ตาย – ไม่ว่าใครจะว่า ว่าใคร และใคร หรือใคร เปนผู้ให้คำสอนเตือนสติแห่งความเปนจริงนี้แก่มวลมนุษยชาติ… ก็เหมือนจะไม่สำคัญเท่าไร

สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่เราใส่ใจที่จะเข้าใจและคิดอย่างไรกับคำสอนที่ว่านั้นโดยแก่นของมัน มากกว่าที่ว่าใครเปนผู้ว่าไว้ ว่าไว้เมื่อไหร่ ว่าไว้ที่ไหน อย่างไร

ใช่..ความจริงเปนสิ่งไม่ตาย แม้ดาวเคราะห์นามว่าโลกใบนี้จะดับสูญสลายกลายเปนเศษธุลีในจักรวาล
หรือจะไม่สามารถเปนที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตนามว่ามนุษย์ดำรงอยู่อาศัยได้อีกต่อไป
ฉันก็ยังคงเชื่อว่า ‘ความจริง’ จะยังคงอยู่
แล้วถ้าวันที่ว่านั้นมาถึงจริง
ด้วยน้ำมือสิ่งมีชีวิตนามที่ว่านี้จริง
จะเหลือใครเล่าที่จะมารับรู้ความจริงที่ไม่มีวันตายนั้น
หรือกว่าเราจะรับรู้ และยอมรับความจริง
…มันก็สายเกินไปเสียแล้วจริงๆ

ความจริงเปน (๐) ไม่มีบวก ไม่มีลบ

เรื่องราวมากมายหลายหลากในโลกนี้ ถูกถ่ายทอดบอกเล่าต่อๆ กัน จากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น จากสมัยสู่สมัย จากความคิดสู่ความคิด…

เรื่องราวเล่าขานจากปากของชายท่านนั้น ที่ฟังเพลินเกินห้ามใจจะคิดว่ามันเรื่องจริง หรือเรื่องจิน-ตนาการกันแน่

เรื่องราวที่พวกเราได้อ่าน ได้ร่วมรับรู้ผ่านทางความคิดของผู้ร่วมทางจากการจากการเดินทางไม้-เมือง-ร้อนของพวกเราในครั้งนี้ ใครจะพิสูจน์ได้ว่าเปนความจริงทั้งหมด

อีกทั้งคำเตือน(สติ)จากหลักกาลามสูตรในพุทธศาสนา ที่พูดถึงหลักความเชื่อ ว่าไม่ให้เชื่อสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ให้ปลงใจเชื่อโดยหลัก ๑๐ ข้อ นั้น ยิ่งอาจทำให้ไม่แน่ใจที่จะเชื่อในสิ่งที่ผู้ร่วมเดินทางไม้เมืองร้อนกำลังบอกต่อๆๆๆๆๆๆๆๆ….. กันอยู่ เพราะแม้แต่ชายช่างเล่าท่านนั้น ก็ยังคอยหมั่นกำชับพวกเราถึงหลักกาลามสูตรเสมอ แม้ขณะที่กำลังเล่าความให้พวกเราจินตนาการตาม

เรื่องราวที่ได้รับรู้มามากมายนั้น ไม่ว่า จะเปนจริงหรือเปนลวง แต่ถ้ามันทำให้เรา ได้คิด และ คิดได้ มันก็จะเปนความจริงของความคิดได้เสมอ
…ฉันเชื่ออย่างนั้น

แล้วคุณหล่ะ
…วันนี้คุณเชื่อในความจริงหรือยัง

(๑)

สุขสันต์ในทุกๆ วันแห่งความจริง
Happy EVERY Truth’s Day
(because everyday is true)

มนุษณีย์
๒๘
มีนา
๕๒

(ขอบคุณ)
* ขอขอบคุณชายท่านนั้น – อาจารย์ ยงยุทธ จรรยารักษ์ – ผู้ทำให้ฉันได้คิด และคิดได้ (บ้าง ไม่ได้บ้าง)
และขอบคุณเรื่องจริงทุกสิ่งอัน ที่จะไม่เปนเรื่องที่เหนือเกินที่จะเชื่ออีกต่อไป

ติดตาม และ ร่วมเปนส่วนหนึ่งของโครงการ April Truth’s Day
และหลากหลายเรื่องจริงดีดีของผู้ร่วมเดินทาง และร่วมโครงการได้ที่
เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา
http://www.lonelytrees.net/?page_id=2
…ที่ไม่เหงาอีกต่อแล้ว ๑๑^_^๑๑

และติดตามรูปประกอบการเดินทางได้ที่ http://neemosapien.multiply.com/photos/album/65/65

ไม่มีโทรศัพท์ และไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ (๒)

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เกือบ ๑๐ ปีก่อน เมื่อครั้งถูกโยกย้ายมาปลีกวิเวกที่ชั้นบนสุดของบ้าน

ในห้องที่มีแอร์เก่าๆ อายุแก่ๆ  ๒๐ ปีกว่าๆ

มันเปนดั่งแอร์ใกล้ฝังที่พร้อมถูกเอาไปฝั่งได้ทุกเมื่อ

ปะป๊า ม่าม้าใจดี ยื่นข้อเสนอจะเปลี่ยนแอร์เครื่องใหม่ให้

เรายืนยันว่า เราไม่ต้องการการปรับอากาศระหว่างนอน

มวลอากาศปกติที่เปนอยู่ เราก็นอนแบบเปนปกติสุขได้ดีอยู่ (ยกเว้นบางคืนในหน้าร้อน อันนี้สารภาพตามความสัตย์จริง แต่แป้งตรางูช่วยให้ผ่านค่ำคืนร้อน อบ อ้าว นั่นได้)

พัดลมรุ่นสามใบหมุน เต้นติ้วๆ บนเพดาน อำนวยความเย็นสบายในระดับกำลังดีต่อระบบร่างกายของเรา เราว่า

 

จะว่าไปแล้ว เราว่าระบบหายใจของเราทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ในห้องปรับอากาศ

เท่าที่พอจะนึกย้อนกลับไปได้  นิสัยไม่ต้องการการปรับอากาศ

และฝักใฝ่ในสถานที่  ‘นอกประตู’ (…ประตูที่ปิดล้อมอากาศที่ถูกปรับ) ของเรานี้ เปนมาตั้งแต่สมัยมัธยมฯ

ยามป้วนเปี้ยนอยู่สยาม… เราเลือกที่จะนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ เตรียมเอ้นท์สะท้าน ที่ใต้ถุนตึกเภสัชฯ มากกว่าร้านอาหารจานด่วนติดแอร์ทั่วไป  

ข้ามขั้นมาชั้นอุดมศึกษา  บ่อยครั้งที่รู้สึกว่า ระเบียงชั้น ๕ ของตึก ๕๐ ปีของคณะ น่านั่ง น่าหายใจสบาย กว่าในห้องสมุดเพดานต่ำ ประจำคณะที่ชั้นบนสุดของตึก

หลายหนที่เลือกนั่งที่นั่งกึ่งม้าหินใต้ตึกหลายเหลี่ยม (ไม่รู้ชื่อตึกอะไร) ก่อนเดินไปถึงหอกลางอันโอ่อ่า มากกว่าที่นั่งในหอกลาง ( เมื่อยังไม่ถึงเวลายุงออกหากิน)

โต๊ะม้าหินบนพื้นอิฐสูงๆ ต่ำๆ ด้านนอกโรงอาหาร ถูกหมายตาเปนเป้าแรกเมื่อได้เวลาอาหาร แม้แดดจะร้อนไปบ้างในบางกลางวัน แต่เราชอบมากกว่าโต๊ะด้านใน หรืออย่างน้อยก็ขอนั่งโต๊ะด้านในตัวแรกๆ ที่แสงส่องถึง

โตมาอีกหน่อย ที่นั่งบนระเบียงไม้สีน้ำตาลแดงเข้ม ชั้น ๒ ของร้าน Vanilla Industry สาขาสยามเปนพิกัดแรกที่ถูกเล็ง หาใช่เก้าอี้บุนวมนุ่มในห้องปรับอากาศด้านในไม่  แสงธรรมชาติด้านนอกดึงดูดเรามากกว่าไฟส้มสลัวนัวอุ่นในร้าน

และในอีกหลายสถาน หลายเหตุการณ์ ที่เราเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ปราศจากการปรับอากาศ

 ถ้าเลือกห้องทำงานในสำนักงานได้ เราจะขอนั่งทำงานในห้องพัดลม มีลมโกรก และแสงธรรมชาติส่องถึง

…ได้แต่คิด เพราะในชีวิตพนักงานประจำที่ผ่านมาของเรา ยังไม่มีบริษัทไหนใจดี ยื่นข้อเสนอนี้ให้เราซักที

นี่…จึงเปนข้ออ้างของการลาพักร้อนกับงานประจำอย่างไม่มีกำหนด เพื่อเปนการปรับอากาศให้ชีวิต…ที่มักไม่ต้องการเครื่องปรับอากาศ

ขอขอบคุณ คุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ที่ไม่ได้อนุญาตให้เราเอาชื่อหนังสือ ‘ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ’  มาล้อเปนชื่อเปนชื่อเรื่องนี้ ไว้ ณ ที่บรรทัดนี้ (^/\^)

 

ไม่มีโทรศัพท์ และไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ (๑)

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

จำไม่ได้แล้วว่า ปล่อยให้โทรศัพท์มือถือกลายมาเปนอวัยวะที่ ๓๓ ปัจจัยที่ ๕ ของชีวิตไปตั้งแต่เมื่อไร

วันก่อนสาวเท้าออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ รู้ตัวอีกทีรถเมย์ก็พาผ่านป้ายประจำบ้านไปสามป้ายแล้ว

นั่งชั่งใจว่าการออกนอกบ้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำในวันนี้ อวัยวะและปัจจัยที่ว่า

จะมีความจำเปน เปนสารัตถะต่อชีวิตมากน้อยแค่ไหน

ถ้าไร้ซึ่งสิ่งนี้ จะเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตวันนี้แค่ไหน

แล้วก็ตัดสินใจได้ในป้ายที่สี่จากบ้าน ว่า…เอาวะ ไม่มีมันสักวัน คงไม่ถึงตาย

“ถ้าขาดเธอไป…ไม่ตายไม่ตายหรอกเธอ “ เหมือนที่พี่เสก โลโซ เค้าเคยว่าไว้ ๕๕๕

 

อดีต…

เมื่อครั้งที่ยังไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารนี้เข้ามาในชีวิต

จำได้ว่า จะนัดพบปะใครสักที

ต้องนัดแนะเรื่องเวลา สถานที่ ให้ชัดเจน เปนกาลและการล่วงหน้า

 

ปัจจุบัน…

“เดี๋ยวถึงแล้วโทรหากันอีกทีแล้วกันนะ”

“ถึงแล้วก็โทรมานะ”

“จะออกจาก…แล้วโทรมานะ”

…..

….. 

บรรยากาศของการไปถึงที่หมาย ก่อนเวลา และนั่งรอคอยใครสักคน…จางหายไป

บรรยากาศของการไปถึงที่หมาย หลังเวลา และชะเง้อคอยาวมองหาใครที่เรานัดไว้…จางหายไป

คิดถึงนะ

คิดถึงไอ้อารมณ์อย่างนั้น

 

อนาคต…

การให้โทรศัพท์มือถือได้มีวันหยุดพักผ่อนนอนแน่นิ่ง

ไม่ต้องส่งเสียงโอดครวญให้เรามาเอาฝ่ามือโอบอุ้มแนบหู 

ไม่ต้องคอยสั่นหงิง หงิง ออดอ้อนให้เราลูบหัวลูบหาง

ซักอาทิตย์ละวัน สองวัน…อาจจะดีไม่น้อย

 

การมีอวัยวะครบ ๓๒ และ มีปัจจัย ๔ ไว้ใช้สอย

นี่ก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และจิตใจแล้ว…มิใช่ฤา

(กริ้งงงงง อ้าว ใครโทรมาหล่ะเนี่ย ๕๕๕)

อย่าติดกับความกลัวของตัวเอง

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | 1 ความเห็น

เพื่อนคนนึงบอกว่า ที่เราไม่เริ่มลงมือเขียนอะไร (สักที)

ทั้งที่พร่ำบอกตัวเองว่าอยากเขียนๆๆๆๆๆ มานาน

แท้ที่จริงแล้วเปนเพราะ เรา ‘กลัว’

 

… ‘กลัว’ มันออกมาไม่ดี

… ‘กลัว’ อ่านแล้วตลก

… ‘กลัว’ ว่าจะเขียนแล้วเห่ย

… ‘กลัว’ ว่าจะเขียนแล้วห่วย

… ‘กลัว’ ว่ามีคนเขียนเยอะแยะแล้ว เราเขียนไม่เห็นดีเลย ไม่ต้องเขียนหรอก

และอีกสารพัด ‘กลัว’

ที่เราเอามันเข้ามาบั่นทอนสุขภาพใจในการเขียนอะไรสักอย่างออกมา

 

นี่เราปล่อยให้ตัวเอง ’ติดกับ’ กับความกลัวของตัวเองมานานเท่าไรแล้วเนี่ย

อะไรบางอย่างควรจะมีจุดสิ้นสุด ไม่ต้องนิรันดรตลอดกาลนานเทอญก็ได้ใช่มั้ย

อะไรบางอย่าง ในตอนนี้ วินาทีนี้ ที่ควรจะเริ่มให้มันจึงจุดสิ้นสุดได้สักที

นี้คือ…ความกลัว

 

ปล่อยตัวเองออกมาจากการติดกับดักได้แล้ว

ปล่อยให้ความกลัวลอยนวลออกไปจากใจได้แล้ว

 

แล้ว ‘จงทำ’ ในสิ่งที่อยากทำ

อย่าปล่อยให้มันเปนแค่ความ ‘อยาก’…อีกต่อไป

Hello world!

๒๘๐๗๕๒ ที่ ๒๒ : ๕๔ | บันทึกโพสใน Uncategorized | 1 ความเห็น

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.